Language:  THA  |  ENG แจ้งโอนเงิน
ตะกร้าสินค้า :  0  ชิ้น (0.00 บาท)
 
      เกร็ดความรู้
หน้าหลัก  >  เกร็ดความรู้  >  การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง สำหรับผู้สูงอายุ


  การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง สำหรับผู้สูงอายุ
 
การเปลี่ยนแปลงตามอายุขัย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ การเสื่อมถอยลงตามวัย ของร่างกายไม่ใช่โรค หากแต่เป็นสัญญาณเตือน ให้ผู้สูงอายุซึ่งมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น จากการทำงานประจำ ได้หันมาให้ความสนใจ ดูแลเอาใจใส่ สุขภาพร่างกายของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสุขภาพปากและฟัน ก็ถือเป็นอวัยวะหนึ่ง ที่มีความสำคัญ และมีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ของผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร เพื่อนำไปใช้ในการทนุบำรุง และซ่อมแซมร่างกาย เพื่อที่ผู้สูงอายุจะได้มีสุขภาพร่างกาย และจิตใจที่แข็งแรง เหมาะสมกับวัย ช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ แก่ตนเอง และสังคมต่อไป

กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพช่องปากที่ดี ของผู้สูงอายุ จึงได้มีการสำรวจคุณภาพชีวิตด้านทันตสุขภาพ และจัดทำคู่มือ "การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง สำหรับผู้สูงอายุ" ขึ้น เพื่อเป็นแนวทาง การศึกษาและปฏิบัติ สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสืบไป

วัยทอง ... ช่องปากต้องดี

อวัยวะในช่องปากของคนเรา โดยเฉพาะฟันนั้นมีประโยชน์ สำคัญที่สุดในการบดเคี้ยวอาหาร ถ้าฟันไม่สามารถทำหน่าที่ได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นโรค มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น หรือถูกถอนหายไป ย่อมทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจโดยรวม

ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่อยู่ในวัยทองนั้น โดยปกติระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมถอย จะมาก น้อย ขึ้นกับสภาวะแวดล้อม และพันธุกรรม ช่องปาก และฟันก็เช่นกัน เมื่อผ่านการทำหน้าที่มา ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งค่อนศตวรรษ ย่อมต้องเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา แต่อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถคงสภาพปากและฟันที่ดี ที่สามารถใช้งานได้เหมาะสมกับวัย ให้อยู่กับเราได้ตลอดชีวิต ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี และสม่ำเสมอ

โรคในช่องปากที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟัน ในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคปริทันต์ หรือที่เรียกกันว่า รำมะนาด และโรคฟันผุ โดยเฉพาะการผุบริเวณรากฟัน

โรคปริทันต์ เกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ (ขี้ฟัน) บริเวณคอฟัน ชอบเหงือก ร่วมกับการมีหินน้ำลาย การสูบบุหรี่ หรือโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น

อาการจะค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ จากเหงือกแดง เลือดออกง่าย เวลาแปรงฟัน มีกลิ่นปาก ถ้าเป็นมากๆ เหงือกจะบวม เป็นหนอง ฟันโยก เหงือกร่น ฟันยื่นยาว เจ็บเวลาเคี้ยวอาหาร

การกินยา อาการเจ็บปวด บวม จะทุเลาลงชั่วคราว แต่ไม่หาย ควรพบทันตแพทย์ ทำการรักษา ถ้าเป็นไม่มาก ก็สามารถเก็บฟันไว้ได้ แต่ถ้าอาการรุนแรงอาจต้องถอนฟัน

การป้องกัน ควรแปรงฟันให้สะอาดถูกวิธี สม่ำเสมอ เพื่อป้องกัน การสะสมของคราบจุลินทรีย์

โรคฟันผุ เกิดจากการที่มีอาหารพวกน้ำตาล ตกค้างในช่องปาก ทำความสะอาดไม่หมด และจุลินทรีย์บางชนิดจะเปลี่ยนแปลงน้ำตาลเหล่านี้เป็นกรด มาทำลายโครงสร้างของฟัน

ฟันผุในผู้สูงอายุ มักเกิดขึ้นบริเวณซอกฟัน และรากฟัน เนื่องจากในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มักมีการสูญเสียฟัน ทำให้การเรียงตัวของฟันที่เหลือเปลี่ยนแปลง มีเศษอาหารติดบริเวณซอกฟันง่าย ร่วมกับมีเหงือกร่น รากฟันโผล่ เกิดการผุ ฟันเป็นรูบริเวณรากฟันได้ง่าย

ถ้าทิ้งไว้ รูผุจะลึกเข้าไปในเนื้อฟันเรื่อยๆ จนถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการปวด บวม ควรรับไปพบทันตแพทย์ เพื่อทำการรักษาโดยการอุดฟัน ให้ทันท่วงที
 
การป้องกัน ควรแปรงฟันให้สะอาดถูกวิธี โดยเฉพาะบริเวณซอกฟัน และคอฟัน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผลไม้ เป็นอาหารว่าง ดีกว่าของหวานเหนียว เพราะตกค้าง และมีอันตรายต่อฟันน้อยกว่า
 
อาหาร กับสุขภาพเหงือกและฟัน

ในวัยสูงอายุ การได้รับอาหารครบถ้วน และมีคุณค่า จะส่งเสริมให้ร่างกาย รวมทั้งอวัยวะช่องปากแข็งแรง คงสภาพการใช้งานไปได้นานตลอดชีวิต อาหารเหล่านี้ ได้แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งนอกจากจะต้องคำนึงถึง ชนิดของอาหารให้ครบถ้วนแล้ว ควรคำนึงถึงลักษณะ รูปแบบ ความอ่อนนิ่ม และความถี่ในการบริโภคอาหารด้วย เนื่องจากผู้สูงอายุโดยมาก จะมีจำนวนซี่ฟันน้อยลง บางครั้งฟันโยก และมักใส่ฟันปลอม ซึ่งประสิทธิภาพการบดเคี้ยวจะลดลง ความสามารถในการทำความสะอาดก็ลดลงด้วย

อาหารที่ควรรับประทาน อาหารหลัก 5 หมู่
  • แป้ง น้ำตาล : ได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว สำหรับน้ำตาล ควรรับประทานในปริมาณที่น้อย เพราะอาจทำให้อ้วน และเกิดโรคทางร่างกายอื่นได้
  • เนื้อสัตว์ : ควรเป็นเนื้อปลา เพราะนิ่ม และมีโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ถ้าเป็นเนื้อชนิดอื่นๆ ควรอยู่ในรูปที่เคี้ยวง่าย ไขมันน้อย
  • ผักใบเขียว : ควรเป็นผักที่สะดวกแก่การเคี้ยว ซึ่งอาจใช้การหั่น ตัด ให้ชิ้นเล็กลง เช่น ผักบุ้ง ตำลึง มะระ มะเขือ แตงกวา ฯลฯ
  • ผลไม้ : ควรเลือกชนิดที่มีกากใยสูง ซึ่งอาจช่วยทำความสะอาดฟันได้บ้าง ตกค้างน้อย ไม่หวานจัด เปรี้ยวจัด หรือเหนียวติดฟัน เช่น ชมพู่ ฝรั่ง มันแกว ส้ม แตงโม มะละกอ มะม่วง ฯลฯ
  • ไขมัน : ควรเลือกใช้น้ำมันพืช ในการปรุงอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของไขมัน ในเส้นเลือด แต่ถ้าเลี่ยงได้ ควรเป็นอาหารพวก ต้ม นึ่ง จะดีกว่า
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
  • อาหารหวานจัด อาหารที่นิ่มละเอียดมากๆ หรือเหนียวติดฟัน : เพราะเป็นสาเหตุของฟันผุ เช่น ขนมเค้ก สับปะรดกวน ตังเม จะเกิดการตกค้างในซอกฟันได้สูง ทำความสะอาดยาก เกิดฟันผุง่าย
  • อาหารเปรี้ยวจัด หรือน้ำอัดลม : เพราะมีกรด อาจทำให้เกิดการสึกกร่อนของฟัน
แต่ถ้าเลิกไม่ได้ ยังชอบรับประทานอาหารเหล่านี้อยู่ ก็ควรจะกินอาหารเหล่านี้ ภายในมื้ออาหาร ไม่ควรกินจุบกินจิบ ระหว่างมื้อ โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน และสิ่งสำคัญที่สุด คือ กินแล้ว ควรแปรงฟันให้สะอาด ถูกวิธีหลังอาหารทุกมื้อ ก็จะช่วยลดการเกิดโรคในช่องปากได้

การรักษาอนามัยช่องปาก

การเลือกใช้แปรงสีฟัน นอกเหนือจากการเลือกสี ยี่ห้อ ขนาด ตามความพอใจแล้ว ควรพิจารณา
  • ขนแปรง : ควรเป็นขนแปรงที่อ่อน มีสปริง หน้าตัดแปรงเรียบ ปลายมน ทำด้วยไนล่อน เพราะจะไม่ทำอันตรายต่อเหงือกและฟัน รักษาความสะอาดง่าย
  • ขนาดแปรง : ควรมีความกว้าง-ยาว เหมาะกับขนาดของปาก ไม่เกะกะเวลาเข้าทำความสะอาดฟัน โดยเฉพาะฟันกรามหลัง
  • ด้ามแปรง : ควรยาวพอเหมาะ ให้จับได้ถนัดมือ
การเลือกยาสีฟัน ควรเลือกชนิดที่เป็นครีม เพราะผงขัดไม่หยาบเท่าแบบผง เลือกกลิ่นรส ยี่ห้อได้ตามต้องการ ถ้าไม่เกิดอาการแพ้ เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ของยาสีฟันในปัจจุบัน ก็คล้ายคลึงกัน และมีฟลูออไรด์เป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกัน

การแปรงฟันที่ถูกวิธี วิธีแปรงฟันที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ควรวางแปรงทำมุม 45 องศา กับตัวฟัน มีขนแปรงบางส่วนอยู่ที่คอฟัน และขอบเหงือก ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นส่วนที่สะสม ของคราบจุลินทรีย์ ที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ และฟันผุที่ต้องกำจัดออก
  • ขยับแปรง ไปมา สั้นๆ เบาๆ ในแนวนอน ให้ขนแปรงแทรกเข้าไปในขอบเหงือก และซอกหิน ปัดขนแปรงจากขอบเหงือก โดยฟันบนปัดลง ฟันล่างปัดขึ้น ด้านบดเคี้ยวถูไปมา
  • แปรงให้ทั่วทุกซี่ ทั้งด้านในและด้านนอก
  • แปรงฟัน 2 นาที โดยประมาณ
  • หลังแปรงฟันแล้ว อาจจะแปรงลิ้นเบาๆ ลิ้นจะได้ปราศจากการหมักหมมของกลิ่นอาหารด้วย
หลังการแปรงฟัน ควรล้างแปรงสีฟันให้สะอาด สะบัดและผึ่งให้แห้ง ถ้าขนแปรงบาน ควรเปลี่ยนใหม่ ประมาณ 3 เดือนต่อ 1 ด้าม

อุปกรณ์อื่น ที่ช่วยทำความสะอาดฟัน
  • ไหมขัดฟัน : เป็นเส้นใย ที่ช่วยทำควาวมสะอาดซอกฟัน คอฟัน ที่ให้ผลดีที่สุด
  • แปรงซอกฟัน : เป็นแปรงขนาดเล็กๆ รูปร่างคล้ายแปรงล้างขวด ใช้ทำความสะอาดซอกฟันที่ค่อนข้างกว้าง เหงือกร่น รากฟันโผล่ หรือง่ามฟันกรามหลัง
  • แปรงกระจุกเดียว : คล้ายแปรงสีฟันปกติ แต่มีขนแปรงเพียงกระจุกเดียว ใช้ทำความสะอาดในจุดลึกๆ หรือแคบ เช่น ด้านหลังฟันกรามซี่ในสุด ที่แปรงสีฟันปกติแปรงได้ไม่ถึง ไม่ถนัด
  • ไม้จิ้มฟัน : ควรมีลักษณะด้ามตรง แบน บางเรียว ไม่มีเสี้ยน ใช้ทำความสะอาดซอกฟันที่ห่าง และช่วยเขี่ยเศษอาหารชิ้นโตออก
  • น้ำยาบ้วนปาก : ในภาวะปกติ อาจไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ถ้าควรใช้ ควรปรึกษาทันตแพทย์
ฟันปลอม ฟันปลอมมี 2 ชนิด คือ
  • ฟันปลอมชนิดถอดได้ จะมีส่วนของตะชอในการบึดติด กับฟันข้างเคียง และมีฐานพลาสติก หรือโลหะ วางบริเวณเหงือก หรือเพดานปาก เพื่อรับแรงบดเคี้ยว เป็นตัวช่วยยึกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งบริเวณที่เป็นตะชอ และฐานพลาสติกนี้ อาจจะเป็นที่สะสมของเศษอาหารต่างๆ ได้ดี ดังนั้น ทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร จึงควรถอดฟันปลอมออกมา ทำความสะอาด พร้อมกับทำความสะอาดฟันจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุ และกลิ่นปาก โดยใช้ยาสีฟัน กับแปรงสีฟัน ที่มีขนอ่อน แปรงทำความสะอาด และควรมีภาชนะคอยรังรับไว้ เพื่อกันฟันปลอมตกแตก และที่สำคัญ ก่อนนอนต้องถอดฟันปลอมแช่น้ำไว้เสมอ ไม่ให้ฟันปลอมแตกแห้ง และให้เหงือกได้พักผ่อน
  • ฟันปลอมชนิดติดแน่น จะสวมทับลงไปบนซี่ฟัน หรือใช้ฟันข้างเคียงข่องว่าง เป็นหลักยึด ดังนั้น ฟันปลอมชนิดนี้จะไม่มีตะขอ หรือฐานบนเหงือก หรือเพดานปาก และไม่สามารถถอดออกได้ ฉะนั้น การรักษาความสะอาด นอกจากจะแปรงฟันตามปกติแล้ว ควรใช้ไหมขัดฟันสอดเข้าทำความสะอาดใต้ฟันปลอม และขอบเหงือกด้วย
ข้อควรระวัง
  • ผู้ใส่ฟันปลอมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารเหนียว และแข็ง
  • ห้ามนำฟันปลอมไปแช่ในน้ำเดือด หรือน้ำร้อน เพราะจะทำให้บิดเบี้ยวได้ และไม่ควรทิ้งฟันปลอมตากแห้ง เพราะอาจแตกร้าวได้
  • ฟันปลอมบางชนิดมีอายุการใช้งาน อาจต้องซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่ ถ้ามีการแตกหัก
  • ฟันปลอมที่ทำให้เกิดการระคายเคือง ต่อเหงือก และเนื้อเยื่อในปากนั้น ควรได้รับการแก้ไข หากทิ้งไว้จะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดแผลมะเร็งในปาก
ควรไปพบทันตแพทย์เมื่อไร

ควรไปหาหมอฟัน เพื่อตรวจเช็คทั้งฟันแท้ และฟันปลอมเป็นระยะ ทุก 6 เดือน การไปรับการตรวจฟันเป็นระยะๆ เพื่อให้หมอฟันช่วยแนะนำ และทำการรักษาบูรณะซ่อมแซมส่วนที่เกิดรอยโรค หรือมีความผิดปกติ ยิ่งถ้าใส่ฟันปลอมอยู่ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องไปตรวจเช็คสม่ำเสมอ เพื่อให้หมอฟันทำการแก้ไข ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น สันเหงือกใต้ฟันปลอมยุบ จะได้แก้ไขพื้นฟันปลอมใหม่ ถ้ามีตะขอลวดอ้าง้าง ก็ปรับตะขอใหม่ เป็นต้น

และข้อสำคัญ ที่จะสามารถรักษาสุขภาพฟัน ให้อยู่กับเราได้ตลอดชีวิต นอกเหนือจากการพบทันตแพทย์แล้ว คือ การเอาใจใส่ดูแลสุขภาพช่องปาก ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยการแปรงฟัน และเลือกใช้เครื่องมือช่วยให้ การทำความสะอาดฟันที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเหมาะสมด้วย
 
เรื่องน่ารู้ ... ผู้สูงวัย

แผลในช่องปาก อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด รำคาญ ขัดขวางการรับประทานอาหาร แผลบางชนิด หรือบางตำแหน่งหายเองได้ หรือบางตำแหน่งต้องรักษา แผลที่พบบ่อย ได้แก่
  • แผลร้อนใน : อาจพบในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ จิตใจเครียด
  • แผลบาดเจ็บ : หรือการบากเจ็บจากฟันปลอมกัดโดน ปกติแล้วแผลจะหายเอง เพียงแต่ทำความสะอาดช่องปากให้ดี และแก้ไขสาเหตุ แต่ถ้าปวดมากก็ใช้ยาป้าย บรรเทาอาการได้
  • แผลอักเสบมุมปาก : เกิดจากภาวะสูญเสียฟันหลายๆ ซี่ โดยเฉพาะฟันหลัง ทำให้ฟันไม่มีฟันค้ำ หรือฟันสึกมากๆ จากการบดเคี้ยว หรือใส่ฟันปลอมที่มีความสูงไม่ถูกต้อง ทำให้มุมปากจะเกิดการย่นทบกัน ทำให้ระคายเคือง และถ้าเปียกชื้นจากน้ำลาย ตลอดเวลา จะเกิดการอักเสบ ติดเชื้อได้ หรือร่างกายขาดสารอาหาร การได้รับยาปฏิชีวนะนานๆ อาจพบมุมปากข้างเดียว หรือ 2 ข้างก็ได้ โดยเนื่อเยื่อมุมปากมีสีซีด ยุ่ย เป็นแผล แตก ระคายเคือง เจ็บปวดขณะอ้าปาก
การรักษา : ควรรักษาที่สาเหตุ เช่น การสูญเสียฟัน ฟันสึก ควรปรึกษาทันตแพทย์

บุหรี่ ... กับสุขภาพช่องปาก ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เนื่องจากในบุหรี่มีสารพิษหลายตัว ที่เป็นอันตราย เช่น นิโคติน (Nicotine) เขม่าจากยาสูบ (Tar) ซึ่งก่อให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ หลอดลม โรคมะเร็ง สำหรับโทษต่อทันตสุขภาพ ได้แก่
  • ทำให้ฟันสกปรก เป็นคราบสีน้ำตาล ติดแน่นบนผิวฟัน
  • เกิดกลิ่นปาก
  • อาจทำให้เกิดมะเร็งในช่องปาก เนื่องจาก ควัน และความร้อนของบุหรี่ จะระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ถ้าสูบบุหรี่มากๆ เนื้อเยื่อเหงือกอาจจะเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือมีคราบชาวขุ่นคลุม ซึ่งการระคายเคืองเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้
กินหมาก ... ช่วยให้ฟันแข็งแรงจริงหรือ การกินหมาก ไม่ได้ทำให้ฟันแข็งแรง เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหมากที่เกาะพอกบริเวณตัวฟัน จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเหงือก เป็นจุดที่ทำให้เกิดการสะสม คราบจุลินทรีย์ง่าย เกิดเหงือกอักเสบ ทำความสะอาดยาก อาจทำให้โรคลุกลาม เกิดฟันโยก และสูญเสียฟันได้


ขอขอบคุณแหล่งแบ่งปันข้อมูลและรูปภาพจาก